ราว ๆ ปี 1000BC เมืองสปาร์ตา (Sparta) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำ Eurotas หรือ Evrotas ทางตอนใต้ของประเทศกรีซ
ซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชัน
ในตอนแรกนั้นสปาร์ตาไม่ได้มีชื่อเสียงนัก แต่เนื่องจากการให้ความสำคัญในการเพิ่มประชากร ในที่สุดสปาร์ตาก็มีพื้นที่ทำกินไม่พอเพียงที่จะเลี้ยงประชากรของตนเอง ทำให้ต้องไปรุกรานพื้นที่ทำกินของเมืองเพื่อนบ้าน ก็คือ Messenia หลังจากยึดที่ดินได้แล้ว ก็ จับชาว Messenian มาเป็นทาส (Helots) ซึ่งราว ๆ ปี 640BC ทาสเหล่านี้ก็ก่อการปฏิวัติ (โดยได้รับการสนับสนุนจากเมือง Argos) ซึ่งถึงแม้จะ Messenian จะพ่ายแพ้ในปี 631BC แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับสปาร์ตาเป็นอย่างมาก
ดังนั้นชาวสปาร์ตาจึงเริ่มปรับวิถีชีวิตของตนเพื่อเป้าหมายใน
การฝึกกองทหารที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งวิถีชีวิตแบบสปาร์ตันนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนชนชาติใด ๆ ในกรีก จนในที่สุดสปาร์ตาก็ได้กลายเป็นเมืองที่ฝึกทหารที่มีฝีมือสูงสุดของชาวกรีก และจัดตั้งศูนย์กลางปกครองขึ้นเป็นนครรัฐ Laconia หรือ Lacedaemon
สปาร์ตามีชื่อเสียงโด่งดังจากการมีชัยเหนือกองทัพของเอเธนและเปอร์เซียจนได้รับขนานนามว่าผู้พิทักษ์แห่งกรีก ชาวสปาร์ตามีความเชื่อ
ว่าชาวสปาร์ตาคือผู้สืบสายเลือดมาจากเฮอร์คิวลิส (Heracles) 
ผู้ชาย
กว่าจะมาเป็นนักรบกล้ามโตหนวดเฟิ้มได้นั้น เขามีวิธีฝึกฝนกันอย่างไรบ้าง... มาดูกัน
ก่อนอื่นขั้นแรก ก็ต้องเกิดมาเป็นผู้ชายเสียก่อน (ก็นั่นนะสิ)
เด็กๆ ชาวสปาร์ตาเป็นเหมือนลูกของรัฐ มากกว่าจะเป็นลูกของพ่อแม่ เมื่อเด็กถือกำเนิดขึ้น จะมีทหารมาที่บ้าน เพื่อทดสอบความแข็งแรงของเด็ก โดยการอาบน้ำด้วยไวน์ และสังเกตุอาการของเด็กว่าเป็นอย่างไร (หรือชาวสปาร์ตาจะชอบเด็กคอแข็งล่ะเนี่ย...) หากเด็กไม่แข็งแรง จะถูกนำไปทิ้งไว้ให้ตายบนภูเขา หรือไม่ก็นำไปเป็นทาส
เด็กผู้ชายจะได้รับการศึกษาอยู่กับบ้าน โดยแม่เลี้ยงจะให้ความรู้เกี่ยวกับ ความเชื่อเรื่องโชคลาง การฝึกฝนจิตใจ และการต่อสู้กับความกลัว จนถึงอายุ 7 ขวบก็จะออกไปอยู่ค่ายทหาร เพื่อฝึกภาคสนาม สร้างเสริมร่างกาย เช่น การล่าสัตว์ ยิมนาสติก เต้นรำ และเล่นเกมบอล หลังจากนั้นพอเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม ผู้ชายผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะถูกแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ และจะถูกส่งไปอยู่ในป่าในเขา โดยไม่ให้อะไรติดตัวไปเลย เพื่อฝึกฝนการใช้สติปัญญาในการเอาชีวิตรอด (นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่า แม้จะเอาตัวรอดได้โดยการขโมยอาหาร ก็ยังได้ฝึกฝนทักษะการซ่อนตัว และความรวดเร็ว ซึ่งจะมีประโยชน์สำหรับการเป็นมือสังหาร) หลังจากได้ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแล้วชายสปาร์ตันจะต้องเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวโดยการแต่งงานเมื่ออายุ 20 (เค้าไม่ได้บอกอ่ะ ว่าถ้ายังไม่เป็นผู้ใหญ่จะไม่ยอมให้เข้ากองทัพอ๊ะป่าว) และก็จะเข้าสังกัดกองทัพไปจนถึงอายุ 30 ปี จึงจะสามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวแต่ แต่ก็ยังต้องฝึกฝนร่างกายตามหน้าที่ของทหารกองหนุนจนถึงอายุ 60 ปี
งานแต่งงาน
การแต่งงานของชาวสปาร์ตาไม่ได้มีพิธีการมากมายนัก ดูเหมือนเพียงการแกล้งใช้กำลังลักพาตัวเจ้าสาวไป 1 คืน (ฮั่นแน่ เป็นพวกชอบ
ความรุนแรงนี่นะ) หลังจากนั้นเจ้าบ่าวก็จะกลับไปอยู่ในค่ายทหาร และจะไม่ได้ติดต่อกับภรรยาอีกเลย นอกจากเมื่อต้องการจะให้กำเนิดทายาทเท่า
นั้นซึ่งก็ต้องมีพิธีการว่า ฝ่ายหญิงจะต้องโกนหัว และแต่งตัวเป็นชาย และฝ่ายชายจะต้องแอบหนีออกมาจากค่ายทหาร (เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของสามี) ระหว่างที่ทหารคนอื่น
หลับอยู่ และจะต้องกลับไปถึงค่ายก่อนจะมีใครตื่น และยังต้องระวังไม่ให้โดนเพื่อน ๆ จับได้
ในช่วงศตวรรธที่ 4 ก่อนศริสต์ศักราช ผู้หญิงสปาร์ตามีจำนวนมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมักจะมีสามีหลายคน ทางฝ่ายชายบางคน ก็ใช้ภรรยาร่วมกัน
ความรักกันฉันสามีภรรยา ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ดังนั้นสามี-ภรรยาบางคู่ที่รักกันจริง ๆ จะ่ต้องเก็บไว้เป็นความลับ เพราะจะถือเป็นเรื่องน่าอาย หากคนอื่นล่วงรู้ผู้หญิง
เด็กหญิงก็ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับเด็กชาย คือจะต้องออกจากบ้านเมื่ออายุ 7 ขวบ เพื่อไปอยู่ในโรงเรียน เพื่อเรียนศิลปะการต่อสู้ และยิมนาสติก ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ออกไปรบ แต่ชาวสปาร์ตาเชื่อว่า แม่ที่แข็งแรงจะให้กำเนิดทารกที่แข็งแรงเช่นกัน
เมื่อผ่านการทดสอบในฐานะพลเรือน สาวสปาร์ตันจะถูกจับคู่ให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่สำเร็จการฝึกทหาร ซึ่งหลังจากนั้นก็จะไม่ได้อยู่กินด้วยกัน จนกระทั่งอายุ 30
หญิงสปาร์ตันจะต่างจะชาวกรีกเมืองอื่น ๆ เช่น เอเธนที่แต่งกายด้วยผ้าหนา ๆ หลายชิ้น ปิดร่างกายเกือบหมด และไม่ค่อยจะออกมานอกบ้าน ผู้หญิงสปาร์ตันจะใส่เสื้อผ้าเพียงสั้น ๆ และไปได้ทุก ๆ ที่ที่อยากจะไป และหากผู้หญิงเข้าร่วมการแข่งขันกรีฑา ก็จะต้องแข่งแบบเปลือยเปล่าทั้งตัว เหมือนกับนักกรีฑาชายทุกประการ
กฎหมายของสปาร์ตาให้สิทธิผู้หญิงเท่าเทียมกันกับผู้ชาย (แต่ไม่ให้ผู้หญิงไปรบแฮะ) ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีเมืองใดในสังคมกรีกที่ให้ผู้หญิงมีสิทธิได้ขนาดนี้ คือ หญิงสปาร์ตันจะมีสิทธิในการดูแลสมบัติของตนเองและของสามีซึ่งไปเป็นทหาร ประมาณการว่าหญิงสปาร์ตันเป็นเจ้าของที่ดินอย่างน้อย 40% ของสปาร์ตาเลยทีเดียว หญิงสปาร์ตันได้รับ การศึกษาเท่าเทียมกันกับผู้ชาย ได้รับการฝึกฝนหลักของกายภาพ และยิมนาสติก อีกทั้งมีสิทธิ์ในการเจรจากับสามีเพื่อขอให้พาคนรัก(อีกคน)ของตนเข้ามาอยู่ในบ้านได้
ผู้ชายสปาร์ตันยังอนุญาตให้ภรรยาของตนให้กำเนิดบุตรกับผู้ชายคนอื่นก็ได้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของสปาร์ตัน ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนประชากรให้แก่เมือง มากกว่าจะให้ความสำคัญต่อครอบครัวตนเอง (ชาวสปาตันจะมีชีวิตเพื่อรับใช้รัฐเป็นหลัก จนถึงอายุ 60)
ด้วยเหตุนี้ Plutarch นักประวัติศาสตร์กรีก จึงอ้างว่า "การมีชู้" ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของชาวสปาร์ตา อีกทั้งยังมีคำกล่าวของชาวสปาร์ตาว่า การจะหาคนมีชู้ในสปาร์ตานั้น หายากพอ ๆ กับการหาวัวซึ่งมีคอยาวพอที่จะยืนบนยอดเขาแล้วสามารถก้มลงกินน้ำในแม่น้ำข้างล่างได้
อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางคนได้บอกว่าครอบครัวที่จะอนุญาตผู้หญิงให้ทำได้แบบนี้ได้ก็เฉพาะครอบครัวที่สามีอายุมากแล้ว และยังไม่มีทายาทเท่านั้น
ยังมีต่อนะคร้าบ
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก
www.wsu.edu/~dee
www.wikipedia.org
www.historywiz.com
ถ้าหากผมแปลข้อมูลใดผิดพลาดไปต้องขออภัยด้วยก้าบ