2007/Apr/26

เมื่อเดือนที่แล้วใครได้ไปดูหนังเรื่อง 300 ก็คงจะได้เห็นถึงความเป็นสุดยอดนักรบของชาวสปาร์ตากันไปแล้ว แต่อยากรู้มั๊ยเอ่ยว่าจริง ๆ แล้วพวกเค้ามีชีวิตเป็นอยู่กันยังไงบ้าง

ราว ๆ ปี 1000BC เมืองสปาร์ตา (Sparta) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำ Eurotas หรือ Evrotas ทางตอนใต้ของประเทศกรีซ ซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชัน

ในตอนแรกนั้นสปาร์ตาไม่ได้มีชื่อเสียงนัก แต่เนื่องจากการให้ความสำคัญในการเพิ่มประชากร ในที่สุดสปาร์ตาก็มีพื้นที่ทำกินไม่พอเพียงที่จะเลี้ยงประชากรของตนเอง ทำให้ต้องไปรุกรานพื้นที่ทำกินของเมืองเพื่อนบ้าน ก็คือ Messenia หลังจากยึดที่ดินได้แล้ว ก็ จับชาว Messenian มาเป็นทาส (Helots) ซึ่งราว ๆ ปี 640BC ทาสเหล่านี้ก็ก่อการปฏิวัติ (โดยได้รับการสนับสนุนจากเมือง Argos) ซึ่งถึงแม้จะ Messenian จะพ่ายแพ้ในปี 631BC แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับสปาร์ตาเป็นอย่างมาก

ดังนั้นชาวสปาร์ตาจึงเริ่มปรับวิถีชีวิตของตนเพื่อเป้าหมายใน การฝึกกองทหารที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งวิถีชีวิตแบบสปาร์ตันนั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนชนชาติใด ๆ ในกรีก จนในที่สุดสปาร์ตาก็ได้กลายเป็นเมืองที่ฝึกทหารที่มีฝีมือสูงสุดของชาวกรีก และจัดตั้งศูนย์กลางปกครองขึ้นเป็นนครรัฐ Laconia หรือ Lacedaemon สปาร์ตามีชื่อเสียงโด่งดังจากการมีชัยเหนือกองทัพของเอเธนและเปอร์เซียจนได้รับขนานนามว่าผู้พิทักษ์แห่งกรีก ชาวสปาร์ตามีความเชื่อ ว่าชาวสปาร์ตาคือผู้สืบสายเลือดมาจากเฮอร์คิวลิส (Heracles)

อนุสาวรีย์ของกษัตริย์ Leonidas ที่เมือง Sparta

ผู้ชาย
กว่าจะมาเป็นนักรบกล้ามโตหนวดเฟิ้มได้นั้น เขามีวิธีฝึกฝนกันอย่างไรบ้าง... มาดูกัน ก่อนอื่นขั้นแรก ก็ต้องเกิดมาเป็นผู้ชายเสียก่อน (ก็นั่นนะสิ)
เด็กๆ ชาวสปาร์ตาเป็นเหมือนลูกของรัฐ มากกว่าจะเป็นลูกของพ่อแม่ เมื่อเด็กถือกำเนิดขึ้น จะมีทหารมาที่บ้าน เพื่อทดสอบความแข็งแรงของเด็ก โดยการอาบน้ำด้วยไวน์ และสังเกตุอาการของเด็กว่าเป็นอย่างไร (หรือชาวสปาร์ตาจะชอบเด็กคอแข็งล่ะเนี่ย...) หากเด็กไม่แข็งแรง จะถูกนำไปทิ้งไว้ให้ตายบนภูเขา หรือไม่ก็นำไปเป็นทาส

เด็กผู้ชายจะได้รับการศึกษาอยู่กับบ้าน โดยแม่เลี้ยงจะให้ความรู้เกี่ยวกับ ความเชื่อเรื่องโชคลาง การฝึกฝนจิตใจ และการต่อสู้กับความกลัว จนถึงอายุ 7 ขวบก็จะออกไปอยู่ค่ายทหาร เพื่อฝึกภาคสนาม สร้างเสริมร่างกาย เช่น การล่าสัตว์ ยิมนาสติก เต้นรำ และเล่นเกมบอล หลังจากนั้นพอเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม ผู้ชายผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะถูกแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ และจะถูกส่งไปอยู่ในป่าในเขา โดยไม่ให้อะไรติดตัวไปเลย เพื่อฝึกฝนการใช้สติปัญญาในการเอาชีวิตรอด (นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่า แม้จะเอาตัวรอดได้โดยการขโมยอาหาร ก็ยังได้ฝึกฝนทักษะการซ่อนตัว และความรวดเร็ว ซึ่งจะมีประโยชน์สำหรับการเป็นมือสังหาร) หลังจากได้ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแล้วชายสปาร์ตันจะต้องเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวโดยการแต่งงานเมื่ออายุ 20 (เค้าไม่ได้บอกอ่ะ ว่าถ้ายังไม่เป็นผู้ใหญ่จะไม่ยอมให้เข้ากองทัพอ๊ะป่าว) และก็จะเข้าสังกัดกองทัพไปจนถึงอายุ 30 ปี จึงจะสามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวแต่ แต่ก็ยังต้องฝึกฝนร่างกายตามหน้าที่ของทหารกองหนุนจนถึงอายุ 60 ปี

งานแต่งงาน
การแต่งงานของชาวสปาร์ตาไม่ได้มีพิธีการมากมายนัก ดูเหมือนเพียงการแกล้งใช้กำลังลักพาตัวเจ้าสาวไป 1 คืน (ฮั่นแน่ เป็นพวกชอบ ความรุนแรงนี่นะ) หลังจากนั้นเจ้าบ่าวก็จะกลับไปอยู่ในค่ายทหาร และจะไม่ได้ติดต่อกับภรรยาอีกเลย นอกจากเมื่อต้องการจะให้กำเนิดทายาทเท่า นั้นซึ่งก็ต้องมีพิธีการว่า ฝ่ายหญิงจะต้องโกนหัว และแต่งตัวเป็นชาย และฝ่ายชายจะต้องแอบหนีออกมาจากค่ายทหาร (เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของสามี) ระหว่างที่ทหารคนอื่น หลับอยู่ และจะต้องกลับไปถึงค่ายก่อนจะมีใครตื่น และยังต้องระวังไม่ให้โดนเพื่อน ๆ จับได้

ในช่วงศตวรรธที่ 4 ก่อนศริสต์ศักราช ผู้หญิงสปาร์ตามีจำนวนมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมักจะมีสามีหลายคน ทางฝ่ายชายบางคน ก็ใช้ภรรยาร่วมกัน

ความรักกันฉันสามีภรรยา ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ดังนั้นสามี-ภรรยาบางคู่ที่รักกันจริง ๆ จะ่ต้องเก็บไว้เป็นความลับ เพราะจะถือเป็นเรื่องน่าอาย หากคนอื่นล่วงรู้

ผู้หญิง
เด็กหญิงก็ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับเด็กชาย คือจะต้องออกจากบ้านเมื่ออายุ 7 ขวบ เพื่อไปอยู่ในโรงเรียน เพื่อเรียนศิลปะการต่อสู้ และยิมนาสติก ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ออกไปรบ แต่ชาวสปาร์ตาเชื่อว่า แม่ที่แข็งแรงจะให้กำเนิดทารกที่แข็งแรงเช่นกัน

เมื่อผ่านการทดสอบในฐานะพลเรือน สาวสปาร์ตันจะถูกจับคู่ให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่สำเร็จการฝึกทหาร ซึ่งหลังจากนั้นก็จะไม่ได้อยู่กินด้วยกัน จนกระทั่งอายุ 30

หญิงสปาร์ตันจะต่างจะชาวกรีกเมืองอื่น ๆ เช่น เอเธนที่แต่งกายด้วยผ้าหนา ๆ หลายชิ้น ปิดร่างกายเกือบหมด และไม่ค่อยจะออกมานอกบ้าน ผู้หญิงสปาร์ตันจะใส่เสื้อผ้าเพียงสั้น ๆ และไปได้ทุก ๆ ที่ที่อยากจะไป และหากผู้หญิงเข้าร่วมการแข่งขันกรีฑา ก็จะต้องแข่งแบบเปลือยเปล่าทั้งตัว เหมือนกับนักกรีฑาชายทุกประการ

กฎหมายของสปาร์ตาให้สิทธิผู้หญิงเท่าเทียมกันกับผู้ชาย (แต่ไม่ให้ผู้หญิงไปรบแฮะ) ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีเมืองใดในสังคมกรีกที่ให้ผู้หญิงมีสิทธิได้ขนาดนี้ คือ หญิงสปาร์ตันจะมีสิทธิในการดูแลสมบัติของตนเองและของสามีซึ่งไปเป็นทหาร ประมาณการว่าหญิงสปาร์ตันเป็นเจ้าของที่ดินอย่างน้อย 40% ของสปาร์ตาเลยทีเดียว หญิงสปาร์ตันได้รับ การศึกษาเท่าเทียมกันกับผู้ชาย ได้รับการฝึกฝนหลักของกายภาพ และยิมนาสติก อีกทั้งมีสิทธิ์ในการเจรจากับสามีเพื่อขอให้พาคนรัก(อีกคน)ของตนเข้ามาอยู่ในบ้านได้

ผู้ชายสปาร์ตันยังอนุญาตให้ภรรยาของตนให้กำเนิดบุตรกับผู้ชายคนอื่นก็ได้ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของสปาร์ตัน ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนประชากรให้แก่เมือง มากกว่าจะให้ความสำคัญต่อครอบครัวตนเอง (ชาวสปาตันจะมีชีวิตเพื่อรับใช้รัฐเป็นหลัก จนถึงอายุ 60)

ด้วยเหตุนี้ Plutarch นักประวัติศาสตร์กรีก จึงอ้างว่า "การมีชู้" ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของชาวสปาร์ตา อีกทั้งยังมีคำกล่าวของชาวสปาร์ตาว่า การจะหาคนมีชู้ในสปาร์ตานั้น หายากพอ ๆ กับการหาวัวซึ่งมีคอยาวพอที่จะยืนบนยอดเขาแล้วสามารถก้มลงกินน้ำในแม่น้ำข้างล่างได้

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางคนได้บอกว่าครอบครัวที่จะอนุญาตผู้หญิงให้ทำได้แบบนี้ได้ก็เฉพาะครอบครัวที่สามีอายุมากแล้ว และยังไม่มีทายาทเท่านั้น

ยังมีต่อนะคร้าบ
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก
www.wsu.edu/~dee
www.wikipedia.org
www.historywiz.com
ถ้าหากผมแปลข้อมูลใดผิดพลาดไปต้องขออภัยด้วยก้าบ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ว้าว บลอคดูสบายตาดีจังค่ะ

โหย อ่านเรื่องของชาวสปาร์ตันแล้วซึ้งเลย
ว่าทำไมหนังถึงออกมาดิบเถื่อนสะจายขนาดน้าน
ชีวิตเค้าทรหดตั้งแต่เกิดยันแต่งงาน (แก่ก้อคงยังโหดอยู่ 55)
#1  by  Lydia Deetz At 2007-04-27 17:48, 
ฮู้ บล็อคสวยงาม ความรู้เยอะ จะแวะมาบ่อยๆนะคะ ขอแอดเป็นเวบโปรดเลย เย้ๆ
#2  by  yu At 2007-04-27 19:32, 
หุหุเท่มั๊กมากขวัญงะ
#3  by   (72.14.234.136) At 2008-05-11 17:31, 
หุหุเท่มั๊กมากขวัญงะ
#4  by   (72.14.234.136) At 2008-05-11 17:34, 

<< Home